ระบบการเรียนการศึกษาของ USA จะเป็นยังไงบ้าง จะเหมือนกับประเทศเราไหมไปดูกันเลย!!

การเรียนต่อที่ของประเทศอเมริกาสามารถเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกๆท่าน คุณจะได้พบเจอสิ่งใหม่ๆมากมาย รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้มากมาย อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของตนเอง ก็อาจจะมีปัญหาเล็กๆน้อยๆตามมาได้ในฐานะที่เป็นนักเรียนต่างชาติต่างภาษา ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของระบบการศึกษาที่แตกต่างไปจากประเทศของคุณ รวมถึงการคิดและระบบการให้คะแนน

ในวันนี้เราจะมาให้คำแนะนำคุณเกี่ยวกับเรื่องของระบบการศึกษาของอเมริกาค่ะว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้คุณได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเรื่องนี้มากขึ้น

 

การคัดลอกบทความ

plagiarism หรือบางครั้งเรียกกันว่า academic dishonesty ซึ่งหมายความว่า ความผิดจากการคัดลอกบทความหรือวรรณกรรมของผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีนักเรียนต่างชาติคนไหนไม่อยากโดนจับแน่นอน ในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยมากมายใช้โปรแกรมในการตรวจจับการกระทำเช่นนี้แล้ว เช่น Turnitin โดยบทลงโทษจากการกระทำนี้จะรุนแรงมาก ตั้งแต่สอบตกไปจนถึงถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย

โครงสร้าง

แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย, ระดับการศึกษารวมถึงสาขาวิชาที่คุณเลือก อย่างไรก็ตามก็จะมีโครงสร้างทั่วไปที่นักเรียนต่างชาติควรจะทราบไว้ โดยสำหรับการเรียนในระดับปริญญาตรี จะมีสององค์ประกอบสำหรับเกรดของนักเรียน คือ ผลจากการสอบกลางภาคและปลายภาค แต่ก็อาจจะรวมถึงงานที่ได้รับมอบหมายต่างหากในระหว่างคาบเรียนอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจจะเป็นงานกลุ่ม, การเขียนเรียงความ, การทำงานทดลองหรือแม้แต่การทำควิซเล็กๆ นอกจากนี้ก็จะมีคะแนนในเรื่องของการเข้าเรียนประกอบด้วย ทั้งนี้สาเหตุที่มีคะแนนจากหลากหลายก็เพื่อที่ทำให้คะแนนจากการสอบปลายภาคไม่ได้เป็นสัดส่วนที่ใหญ่เกินไปสำหรับผลของเกรดทั้งหมด

การให้เกรดคะแนนในการเรียน

การให้เกรดของระบบการศึกษาของอเมริกาจะให้คะแนนเป็นตัวอักษรแทนเกรด ดังนี้ (ตัวอย่างจาก University of Washington)

  1. A = 4.0-3.9
  2. A – = 3.8-3.5
  3. B+ = 3.4-3.2
  4. B = 3.1-2.9
  5. B-= 2.8-2.5
  6. C+ = 2.4-2.2
  7. C = 2.1-1.9
  8. C-= 1.8=1.5
  9. D+ = 1.4-1.2
  10. D = 1.1-0.9
  11. D-= 0.8-.7 (เกรดที่ต่ำที่สุดที่ยังได้คะแนนอยู่)
  12. F = 0.0 (ไม่ได้คะแนนอะไรเลย ถือว่าสอบไม่ผ่าน

รวมถึงเกรดที่ออกเป็นตัวอักษรอื่นๆด้วย (ไม่มีคะแนน)

  • I = Incomplete (ไม่สมบูรณ์)
  • S = Satisfactory (น่าพอใจ)
  • NS = Not satisfactory (ไม่เป็นที่พอใจ)
  • CR = Credit Awarded
  • NC = No Credit Awarded
  • W = Withdrawal (เช่นเดียวกับการติด ร )
  • HW = Hardship withdrawal (สำหรับกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องการการเรียน)

โดยเกรดเฉลี่ยตั้งแต่เทอมแรกถึงเทอมสุดท้ายที่เรียกว่า GPA นั้น ก็มีขอบเขตของการให้เกรดที่กว้างมากและแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัยเช่นกัน นี่เป็นตัวอย่างของการคิดคำนวณ GPA ของ University of Washington

  • Class A, 5 credits, 1.0 grade
  • Class B, 5 credits, 3.5 grade
  • 5 credits คูณด้วย 1.0 grade = 5.0
  • 5 credits คูณด้วย 3.5 grade = 17.5
  • 17.5 + 5.0 = 22.5
  • 22.5/10 (จำนวนเกรดทั้งหมด) = 2.25 or C+ GPA

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเกรดวิชาที่ต่ำสุด อาจจะดึงให้เกรดวิชาที่คุณได้สูงที่สุดลงต่ำลงมาด้วยก็ได้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเทอมถัดไปได้ เพราะ GPA คือเกรดเฉลี่ยของทุกเทอมการศึกษามารวมกัน ดังนั้นแล้วมันเป็นเรื่องยากมากที่จะดึง GPA ขึ้นมาหลังจากที่คุณทำมันตกลงไปแล้ว!! อย่างไรก็ตามถ้าคุณได้เกรดที่ไม่ค่อยดี ก็จงอย่าเพิ่งท้อ ลองไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาดูถึงปัญหาที่เกรดขึ้น และวิธีที่จะทำให้ GPA ของคุณกลับมาดีขึ้นในเทอมหน้า เราเป็นกำลังใจให้กลับทุกท่านน่ะค่ะสู้ๆ

Releated Post